ครีมทาหน้าขาว กับสาเหตุหน้าหมองคล้ำ

ครีมทาหน้าขาว

หน้าหมองคล้ำ คือการแสดงออก ของ Homeostasis การแสดงออกอย่างหนึ่งของ Homeostasis ซึ่งเป็นการที่เซลล์สร้างสี ให้การปกป้องคุ้มครองแก่ปลายประสาท

ซึ่งกระจายตัวบริเวณ โหนกแก้ม หนวด เหนือคิ้ว โดยเซลล์สร้างสีมันจะสร้างเม็ดสีเมลานิน ขึ้นมาปริมาณมหาศาลเพื่อกันรังสี UV ที่จะทำอันตรายให้กับปลายประสาท เราจึงเห็นสีดำเป็นปื้น

บริเวณโหนกแก้มหนวด เหนือคิ้วตามบริเวณที่ปลายประสาทมันอยู่ หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือเห็นเป็นฝ้านั่นเอง ก็จะเห็นว่าฝ้าจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ปลายประสาทมันอยู่เท่านั้น

ไม่มีทางเป็นทั่วหน้าเป็นอันขาด  แต่สำหรับกรณีของหน้าหมองคล้ำนั้น เราจะเห็นว่ามันหมองคล้ำทั้งใบหน้า ซึ่งต่างจากกรณีของการเป็นฝ้าการที่เซลล์สร้างสีพร้อมใจกันสร้างสีทั่วทั้งใบหน้า

ก็แสดงว่าเซลล์สร้างสีมันไม่ได้ปกป้อง เฉพาะปลายประสาทแบบเดียวกับกรณีของฝ้า มันพยายามปกป้องทุกๆ เซลล์ในผิวหนังจากรังสี UV รวมทั้งตัวมันเองด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่ากรณีหน้าหมองคล้ำตามธรรมชาติมันดำทั่วๆ ไปทั้งใบหน้า

แต่เนื่องจากโดยปกติแล้ว ใบหน้าคนเราไม่มีทางโดนแสง UV ได้เท่าๆ กันทั้งหน้า บางบริเวณก็โดนมากบางบริเวณก็น้อย มันก็เลยทำให้ใบหน้าที่หมองคล้ำนั้นคล้ำ

ไม่เท่ากันเกิดเป็นกรณีที่เรียกว่าสีผิวไม่สม่ำเสมอร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นคนที่หน้าหมองคล้ำมักจะมีสีผิวไม่สม่ำเสมอร่วมด้วยเสมอโดยปกติแล้วรังสี UV จะมีอยู่ 3 ความยาวคลื่น

คือ UVA, UVB และ UVC สำหรับ UVC แล้วไม่ตกมาถึงผิวโลกจึงขอไม่พูดถึง ส่วนที่จะมีผลกับผิวหนังคือ UVA และ UVB ดูจากรูปประกอบคุณผู้อ่านจะเห็นว่า รังสี UVA

มีความยาวคลื่นสูงทะลุทะลวงได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งเซลล์ที่สำคัญๆ ในชั้นนี้ก็คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)ซึ่งเซลล์ตัวที่ว่านี้จะทำหน้าที่หลักๆ คือสร้างพวก Collagen และ Elastin

เป็นตัวการทำให้ผิวหนังแข็งแรงมีความยืดหยุ่น ตึงตัว และในผิวหนังชั้นหนังแท้นี้ ก็ยังมีเส้นเลือดฝอยเล็กๆด้วย ถ้าเซลล์ของผนังเส้น เลือดฝอยเหล่านี้เสียความตึงตัว

มันก็จะทำให้เส้นเลือดฝอยขยายตัว ก็จะทำให้เลือดคั่งค้างในเส้นเลือดในปริมาณมากทำให้มองดูแล้วเห็นใบหน้าหมองคล้ำได้ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ ก็กลายเป็นฝ้าเส้นเลือดได้

รังสี UVB มีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าก็จะทะลุทะลวงได้ไม่ลึกแค่ประมาณแถวๆ ชั้นหนังกำพร้าได้เท่านั้นซึ่งเซลล์ที่สำคัญในชั้นนี้ก็จะเป็นพวกเซลล์หนังกำพร้า (Keratinocyte)

และก็เซลล์สร้างสี(Melanocyte) ทั้งเซลล์สร้างสี เซลล์หนังกำพร้า เซลล์ไฟโบรบลาสต์ เซลล์เส้นเลือดฝอย จะมีทุกหนทุกแห่งบนผิวหนัง เพราะฉะนั้น กรณีหน้าหมองคล้ำจึงเป็นการที่เซลล์สร้างสีทำการปกป้องคุ้มครองเซลล์ที่กล่าวเหล่านี้ทั้งหมด

Homeostasis นั้นเป็นการที่เซลล์ในภาวะปกติ (ซึ่งยังไม่มีอะไรมากระตุ้นมันหรือมาคุกคามมัน เราจะเรียกว่าภาวะ Basal) ถูกกระตุ้นหรือมีอะไรไปคุกคามมันแล้วมันก็พยายามปรับตัวเพื่อสู้

กับสิ่งที่คุกคามหรือกระตุ้นมัน เพื่อเซลล์จะได้กลับสู่ภาวะปติ (Basal) และระหว่างที่มันถูกกระตุ้นหรือกำลังปรับตัวอยู่นั้น มันก็มีการแสดงออกมาด้วย (expression)

ถ้าสิ่งที่กระตุ้นหรือคุกคามมันไม่มากจนเกินไปหรือไม่เนิ่นนานจนเกินไปเซลล์ก็จะสามารถกลับมาสู่จุด Basal ได้ เราจะเรียกว่า เซลล์มันยังสามารถดำรงซึ่ง Homeostasis ได้

แต่ถ้าตัวกระตุ้นหรือภาวะคุกคามนั้นมากเกินกว่าความสามารถที่มันจะรับได้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า“โรค” เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่เซลมันมีการแสดงออก สิ่งหนึ่งที่มันกำลังบ่งบอกเราก็คือ มันบอกเราว่าถ้าเราไม่ช่วยมันปล่อยไปเรื่อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นโรคได้

ในกรณีของหน้าหมองคล้ำ ถ้าสามารถที่จะหยุดโดนรังสี UV ได้ใบหน้าก็สามารถที่จะกลับมาสู่ปกติได้ แต่ถ้ายังขืนโดนมากๆ และนานๆต่อไปในที่สุดก็จะหลุดออกนอกจากสมดุลย์ Homeostasis

หรือพูดง่ายๆว่าเซลล์มันสู้ไม่ไหว ก็จะเกิดเป็นโรคหรือความผิดปกติตามมา ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อโดนรังสีมากๆ จนเกินดุลยภาพที่เซลล์จะสู้ไหวในที่สุดเซลล์หนังกำพร้าจะตาย

ก็จะเกิดกรณีที่เรียกว่า “ผิวไหม้” (Burn) เพราะฉะนั้นการตากแดดหนักๆ จึงเกิดกรณีผิวไหม้ Sun Burn ได้หรือบางกรณีรังสี UV อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารทางพันธุกรรมของเซลล์

ในที่สุดเซลล์ก็จะกลายเป็นเซล์มะเร็ง เพราะฉะนั้นการตากแดดมากๆ จึงเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ในกรณีถ้าเกิดกับ Fibroblast ก็จะทำให้มันสร้าง Collagen และ Elastin ได้ลดลง

ก็จะเกิดการแก่ก่อนวัย (Photoaging) เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานหรือโดนแดดมากๆก็จะแก่ก่อนวัยไงล่ะครับ หรือถ้าเกิดกับเซลล์ผนังเส้นเลือดฝอยในชั้นหนังแท้ ผนังเส้นเลือดจะเสียโทน เกิดเป็นฝ้าเส้นเลือดได้ในที่สุด

จะเห็นได้ว่าหน้าหมองคล้ำนั้น เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของ Homeostasis และถ้าปล่อยไว้ในที่สุดมันก็จะเกิดโรคตามมา และการให้ครีมกันแดดอย่างเดียวอาจจะไม่พอเพียง ต้องใช้หลักทาง Holistic Homeostasis ให้การดูแลแบบครบทั้ง 4 มิติ

ครีมทาหน้าขาว และ สาเหตุของจุดด่างดำและความหมองคล้ำบนใบหน้า

ความหมองคล้ำบนใบหน้า

สาเหตุของการเกิดจุดด่างดำ และ ความหมองคล้ำของผิวหน้า

  • รังสี UV จากแสงแดด

เป็นที่มาของการเกิดปัญหาหลากหลาย เช่น สิว ริ้วรอย ผิวไหม้หรือแม้แต่มะเร็งผิวหนัง และผิวที่มีจุดด่างดำหมองคล้ำก็มีสาเหตุมาจากรังสี UV ด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อผิวของเราสัมผัสถูกรังสี UV มากขึ้น ๆ จะก่อให้เกิดผลโดยตรงเลยต่อการผลิตเม็ดสีที่เพิ่มขึ้นคือ ผิวจะมีการสร้างเมลาโนไซต์ คือเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเม็ดสีผิว

ให้มีจำนวนมากขึ้น และ เมลาโนไซต์หรือเจ้าตัวเซลล์สร้างสีผิว ก็จะถูกกระตุ้นให้มีการผลิตเมลานินเพิ่มขึ้น บริเวณที่มีการรวมตัวอย่างหนาแน่นของสีผิวเมลานิน

ก็จะทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำ และเกิดความหมองคล้ำขึ้นบนใบหน้าตามมาเนื่องจากการผลัดเซลล์ผิว ที่เกิดการทับถมของหนังกำพร้าเคลือบอยู่หลายชั้น สาเหตุอีกประการก็คือการกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างสารก่อการอักเสบ เช่น การอักเสบจากสิว เป็นต้น

  • ฮอร์โมน

เป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วยเช่นกัน ที่ทำให้ผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลง ของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ในขณะตั้งครรภ์ วัยทอง หรือ มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เพราะรับประทานยาบางประเภท ที่ทำให้ไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีเมลานินมากจนเกินไป

ส่วนใหญ่การรวมตัวของเม็ดสีเมลานินที่มีสาเหตุมาจากระดับของฮอร์โมนนี้มักจะไม่เป็นลักษณะของจุดกระแต่จะมีลักษณะเป็นแผ่นใหญ่ที่เราเรียกกันว่า ฝ้า

  • รอบดวงตาคล้ำ

ดูไม่สดชื่น เหมือนเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ไม่พิถีพิถันในการล้างหน้า ตอนเย็นกลับบ้านมาเหนื่อยๆ จะลบแต่คราบเมคอัพ ตอนเช้าตื่นสายจะรีบล้างหน้าอย่างเร็วๆ

ด้วยน้ำเปล่า พักผ่อนไม่พอ ส่องกระจกทีไรก็เห็นผิวไม่สดใส ดูหมองคล้ำ อาบน้ำ สระผมด้วยอุ่นเสมอ แม้ในหน้าร้อน และบ่อยครั้งที่เผลอล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเช่นกัน

  • ผิวหมองคล้ำขาดความสดใสเปล่งปลั่ง

มีสาเหตุใหญ่มาจาก การเผาผลาญภายในเซลล์ผิวมีประสิทธิภาพลดลงตามวัย รวมทั้ง ร่างกายเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ แม้แต่สภาพแวดล้อมที่ผิว

ต้องเผชิญอยู่เสมอ เช่น รังสี UV และต้องอยู่ในที่ๆ อากาศแห้งมี การแปรปรวนเสมอก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผิว หมองคล้ำได้ ลองเลือกปฏิบัติตามข้อเหล่านี้ดูซิค่ะ

กระตุ้นการเผาผลาญด้วยวิตามิน เพราะสิ่งที่ขาดหายไปสำหรับ ผิวที่หมองคล้ำ คือ วงจรการไหลเวียนโลหิตที่ปกติ และการเผาผลาญ เพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ ควรสร้างเสริมสิ่งเหล่านี้ด้วยการรับประทาน อาหารที่มีวิตามิน ซี วิตามินอี และธาตุเหล็ก

  • ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด

มักเข้าใจว่าในตอนเช้าไม่จำเป็นต้องล้างหน้ามาก แต่รู้หรือไม่ว่าช่วงที่เรานอนหลับนั้น น้ำมันที่ถูกขับออกมาจะอุดตัน ตามรูขุมขน ดังนั้นการใช้แค่น้ำเปล่าธรรมดาล้างหน้า จะไม่สามารถ ขจัดสิ่งสกปรกได้หมด จึงควรใช้ Cleansing Foam หรือ Cleansing Soap ทุกเช้า

ทำความสะอาดผิวครั้งใหญ่ ด้วยการพอกหน้าสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ด้วย Mask ชนิดล้างออกหรือชนิดลอกออกก็ได้ เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญภายในเซลล์ผิว

และกำจัดสิ่งสกปรกอย่างล้ำลึกบริเวณรูขุมขน ที่การล้างหน้าปกติขจัดออกไม่หมด เติมความชุ่มชื้นด้วย “ครีมทาหน้าขาว”  ผิวหมองคล้ำมักขาดความชุ่มชื้น

และหยาบกร้าน เพราะวงจรการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวไม่ราบรื่น แนะนำให้ใช้ ครีมทาหน้าขาว เสริมควบคู่ไปกับครีมบำรุง ทุกเช้า-ก่อนนอน และมีวิธีดูแลผิวไม่ให้หมองคล้ำ ดังนี้
นวดหน้าให้ผิวมีสุขภาพดี เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอณูแป้งกระจายแสง เพื่อเนรมิตผิวหน้าเปล่งปลั่ง ทันใจ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์

ที่มีอณูแป้งกระจายแสง ควบคู่กับ Moisturizer ในตอนเช้า เพราะอณูแป้งที่กระจายแสงนั้นจะช่วยอำพรางความไม่สดใสของผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว และทำให้รูขุมขนที่กว้างแล ดูเล็กลงอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงทำงานหนักที่มีผิว เหนื่อยล้า

หน้าคล้ำเสีย

  1. ปกปิดผิวด้วยรองพื้นชนิดน้ำ จะช่วยปกปิดร่องรอยไม่สดใส และเติม ความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้แต่งหน้าได้เนียนเป็นธรรมชาติ หากผิวดูหม่นหมองมากๆ แนะนำให้ทา Control Base ก่อนใช้รองพื้น อาจเป็นโทนสีเขียว หรือชมพู หรือเหลือง ตามความเหมาะสมของสีผิว
  2. ปกปิดรอยดำคล้ำรอบดวงตา ใช้มาสก์ ช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาให้อวบอิ่ม จากนั้นจึงโดยใช้ Concealer ควบคู่กับการทารองพื้นปกปิดผิว และแต่งเปลือกตาด้วย Eye Shadow สีสว่าง ขั้นตอนสุดท้าย อาจไล้ด้วยแป้งฝุ่นโทนสีชมพูรอบดวงตา จะทำให้ดวงตาดูสดใสยิ่งขึ้น
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ สร้างบรรยากาศในการนอนด้วยกลิ่นหอม ที่ช่วยผ่อนคลาย หมอนที่หนุนก็ไม่ควรสูงเกิน 6-8 ซม.
  4. อาบน้ำขจัดความเหนื่อยล้า โดยปรับอุณหภูมิน้ำให้อุ่นเพียงเล็กน้อยฉีดฝักบัว ตามจุดและต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสดชื่น หายเหนื่อย นอนหลับสบาย หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหมองคล้ำหยาบกร้าน และผิวอาจมีแนวโน้มเกิดฝ้า-กระได้ง่าย

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผิวคล้ำเสีย ดร.เดวิด เบิร์ตวิสเทิล นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยพอนด์ส เลยมาไขข้อสงสัย 7 ปัญหาผิวหมองคล้ำที่สาวๆ อยากรู้ พร้อมแนะวิธีดูแลผิวให้สวยกระจ่างใสทุกฤดูกาล

  1. ผิวจะเริ่มหมองคล้ำขึ้น แม้ว่าจะโดนแสงแดดเพียง 60 วินาทีเท่านั้น ซึ่งผิวหมองคล้ำบ่งบอกว่าเซลล์ผิวเริ่มถูกทำลาย เป็นเสมือนสัญญาณ ให้รีบดูแลและปกป้องผิวก่อนจะคล้ำเสียสะสม จึงควรบำรุงผิวด้วย ครีมทาหน้าขาว จะช่วยให้หน้ากระจ่างใสขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
  2. เครื่องสำอางยอดฮิตอย่างแป้ง บีบีครีม หรือครีมรองพื้น หากทาซ้ำบ่อยๆ โดยไม่ล้างหน้าทำความสะอาดช่วงเย็นก่อนเข้านอนให้ผิวได้พักและหายใจ สร้างการอุดตันให้ผิวเกิดสิวและผิวหมองคล้ำในที่สุด
  3. สาวก Facebook และโซเชียลมีเดียพึงระวัง!  คอมพิวเตอร์สามารถปล่อยรังสี UVA รวมไปถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้ผิวหมองคล้ำได้
  4. ร่มกันแดดธรรมดาไม่สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้  เพราะรังสียูวียังสามารถสะท้อนทำร้ายผิวจากกระจก หรือพื้นคอนกรีตเวลาเดินผ่าน แม้แต่ในร่มผิวก็ยังหมองคล้ำขึ้นได้ จากรังสียูวีที่ลอดผ่านจากทางหน้าต่างบ้าน กระจกรถ หรือแม้แต่บนเครื่องบิน
  5. ประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเมืองไทย เสี่ยงกับการที่ผิวหน้าจะเผชิญกับรังสียูวีโดยตรง เนื่องจากเป็นโซนที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ และชั้นบรรยากาศช่วยกรองแสงได้น้อยกว่าประเทศแถบอื่น
  6. จุดด่างดำจากรอยสิวจะยิ่งคล้ำเสียลงยิ่งกว่าเดิมหากโดนแสงแดดมากๆ เนื่องจากเซลล์ผิวเพิ่งฟื้นตัวจากการเกิดสิว ถ้าโดนแดดที่มีทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีมาก จะยิ่งทำให้รอยแดงของสิวยิ่งคล้ำเสียและเป็นจุดด่างดำที่เข้มชัดขึ้น
  7. ความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของผิวหมองคล้ำไม่สดใส  ทำให้ผิวผลิตเมลานินมากกว่าปกติอีกด้วย
loading...