ครีมรักษากระ และสาเหตุที่แท้จริง

ครีมรักษากระ

กระ คืออะไร

กระก็คือจุดสีแทน ที่มีขนาดประมาณหัวเข็ม และมักจะขึ้นทีละหลาย ๆ จุดบนส่วนใดของร่างกายก็ได้ โดยเฉพาะใบหน้าและลำคอ ซึ่งกระจะแบ่งเป็น 4 ประเภท มาดูกันว่าประเภทไหนรักษาด้วย “ครีมรักษากระ” หายขาดได้บ้าง

ได้แก่ กระตื้น ที่มักจะพบกระจายบนใบหน้า หากไม่ถูกแดดนานเข้าก็มักจะจางไปเอง และกระลึกที่ส่วนใหญ่อยู่บนโหนกแก้มทั้งสองข้าง ส่วนที่เหลือคือกระเนื้อ และกระแดด

ทำไมเราจึงเป็นกระ ทั้งกรรมพันธุ์และแสงแดดมีผลอย่างมากกับการเกิดกระ เมื่อเราเจอกับรังสียูวีในแสงแดด ผิวชั้นนอกจะหนาขึ้น และเมลาโนไซต์จะเร่งการผลิตเม็ดสีเมลานิน

เพื่อช่วยในการป้องกันแสงแดด ทำให้ผิวมีสีเข้มมากขึ้น และฝ้าหรือกระ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเมลานินนั้นไม่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากกรรมพันธุ์ก็มีส่วนด้วย

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าหากพ่อแม่ไม่มีกระ คุณก็อาจไม่มีกระแม้จะถูกแดด สำหรับการป้องกันหลัก ๆ ทำได้ด้วยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30 หลีกเลี่ยงแสงแดดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และอย่าลืมสวมเสื้อผ้าที่กันแดดได้เวลาออกจากบ้าน

กระ (Freckle) คือ อะไร มีกี่ประเภท

กระ คือ ความผิดปกติของสีผิว มีลักษณะเป็นจุด (Macule) สีน้ำตาล มักเกิดกระจายอยู่ทั่วใบหน้าโดยเฉพาะแก้มทั้ง 2 ข้าง พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย กระเกิดขึ้นในคนที่มีผิวขาว

โดยมีแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น ถ้าไม่ถูกแสงแดดก็จะไม่เกิดกระ ดังนั้นจะพบว่าเป็นกระเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า คอ แขน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีกรรมพันธุ์เป็นพื้นฐาน กระจะมีสีเข้มและมีจำนวนมากขึ้นในฤดูร้อนที่มีแดดแรง และจะจางลงในฤดูหนาว ถ้าจะให้หายขาดไม่ควรรอเวลา ครีมรักษากระ ก้เป็นอีกวิธีที่ทำให้จางลงได้เร็วเช่นกัน

กระ แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

กระแดด

1. กระตื้น ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขอบเขตไม่ชัดเจน และมักพบกระจายทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดดสีมักจะเข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ สีมักจะจางลงได้เอง

2. กระลึก ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เห็นเป็นเงาลึกๆ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง

3. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรืออาจเป็นสีดำ จะเป็นก้อนเล็กๆ ผิวเรียบหรือขรุขระก็ได้ บางครั้งดูคล้ายหูด มักพบบริเวณใบหน้า คอ หรือลำตัวก็ได้

4. กระแดด มีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ส่วนใหญ่พบในคนสูงอายุหรือคนที่ต้องทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน

ครีมรักษากระ กับวิธีการรักษาแบบเร่งด่วน

การรักษากระนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของกระเป็นหลัก อย่างแรกเลยคือ คุณต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อให้ประเมินว่ากระที่อยู่บนใบหน้าเป็นกระตื้นหรือกระลึก

ซึ่งในปัจจุบัน มีเลเซอร์มากมายหลายประเภทที่สามารถทำให้รอยกระเลือนหายไปได้ แต่มักต้องผ่านการรักษาหลายครั้งกว่าจะเห็นผล

 

1.Alexandrite Laser

ใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 755 นาโนเมตร เพื่อทำลายกลุ่มเม็ดสีเมลานินในกระตื้นและกระลึก ใช้เวลาทำประมาณ 20 นาที แต่ก่อนนั้นต้องแปะยาชา

เสร็จแล้วบริเวณกระจะกลายเป็นสะเก็ดสีดำ ๆ ซึ่งจะหลุดลอกไปเองและทำให้ใบหน้ากระจ่างใสในเวลาหนึ่งสัปดาห์

2.Fraxel ใช้การปล่อยคลื่นแสงเป็นจุดเล็ก ๆ ลงไปใต้ผิว

ทำให้เซลล์ที่เก่าและตายหลุดออกมาภายใน 1-2 สัปดาห์ และมีเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ เหมาะกับกระตื้น ในขั้นตอนการทำอาจต้องแปะยาชาและเจ็บปวดเล็กน้อย

หลังจากนั้นจะรู้สึกแสนแผลบ้าง สำหรับคนที่สนใจควรเพื่อเวลาไว้อย่างน้อย 2 ชั่วโมง และอาจต้องทำ 2-3 ครั้งจึงจะเห็นผล

3.Medlite C6 ใช้เทคโนโลยี Nd:YAG

ซึ่งให้เลเซอร์สองชนิดที่สามารถทำลายได้ทั้งฝ้า กระตื้น และกระลึก ไม่เกิดแผลหลังการรักษา แต่บางรายที่มีกระอยู่มาก อาจต้องใช้ยาชาซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง สำหรับจำนวนครั้งที่เห็นผลนั้น จะแตกต่างกันไปตามบุคคล

4.IPL พลังงานแสงความเข้มสูง

ใช้ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้ผิวหนัง เหมาะกับการรักษากระตื้น ไม่เจ็บปวด แต่ต้องทำ 2-3 ครั้งขึ้นไป โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที (รวมเวลามาส์ก)

กระเนื้อ เป็นผลจากการเจริญผิดปกติของผิวหนังส่วนบนลักษณะเป็นตุ่มแบน ผิวอาจดูขรุขระเล็กน้อย มีสีแตกต่างกันได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนจนกระทั่งสีดำมีขนาดตั้งแต่เป็นจุดเล็ก จนกระทั่งใหญ่เป็นเซนติเมตรก็ได้ ตุ่มมีลักษณะพิเศษ คือ ดูคล้ายตุ่มนั้นแปะบนผิวหนัง

ความหมายและสาเหตุของกระเนื้อ

แทบทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น จะพบกระเนื้อมากบ้างน้อยบ้าง ยิ่งเข้าสู่วัยชราก็จะพบได้บ่อยขนาดใหญ่และมีจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังตามอายุ

นอกจากนี้อาจพบมากขึ้นขณะตั้งครรภ์ ตามหลังการให้ยาฮอร์โมนบางชนิด จึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดด้วย

กระเนื้อเกิดขึ้นที่ใดในร่างกายได้บ้าง กระเนื้อพบบ่อยที่บริเวณหน้าอก หลัง ใบหน้า คอ และหนังศีรษะ แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งของร่างกาย โดยในระยะแรกจะเป็นตุ่มสีน้ำตาลอ่อน ต่อไปจะขยายใหญ่นูนหนาขึ้น

สีเข้มและผิวขรุขระมากขึ้น จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่ ?

ดังที่กล่าวแล้วว่าแทบทุกคนจะมีกระเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น ถ้ากระเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นในร่างกาย

แต่เนื่องจากกระเนื้อมักจะมีขนาดโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และถ้ามันอยู่ในบริเวณที่กระทบกระแทบง่าย หรือเราไปแกะเกาทำให้มีเลือดออกก็ขอแนะนำให้รักษา

กระเนื้อที่มีสีดำมากก่อน โดยอาจใช้ “ครีมรักษากระ”  รักษาในเบื้องต้นก่อน บางครั้งแยกยากจากมะเร็งผิวหนังบางอย่าง ในกรณีเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

วิธีรักษามีหลายวิธี ดังนี้

1.จี้ไฟฟ้า ก่อนจี้จะต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดทาบริเวณรอยโรค แล้วจี้บริเวณรอยโรคด้วยเครื่องจี้ไฟฟ้า หลังจากนั้นขูดเนื้อเยื่อบริเวณที่จี้ออก วิธีนี้จะมีแผลตื้น ๆ บริเวณที่ขูดซึ่งจะหายภายใน 1 สัปดาห์

2.จี้ด้วยสารเคมี เช่น กรดไตรคลออะซิติค วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาชา แต่จะมีอาการแสบบ้างบริเวณตำแหน่งที่จี้ การจี้จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายและหลุดออก ข้อเสีย คือ ถ้ากระเนื้อหนามากอาจหลุดไม่หมด หรือต้องจี้หลายครั้ง

3.จี้ด้วยไนโตรเจนเหลว วิธีนี้จะทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นใต้รอยโรค ซึ่งต่อไปจะแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุดไปใน 2-3 สัปดาห์ ข้อเสียคือบางครั้งอาจเกิดรอยดำหรือขาวหรือแผลเป็นบริเวณรอยโรค สำหรับรอยดำหรือขาวที่เกิดจะจางไปได้ตามเวลา

การรักษากระ

 มีโรคผิวหนังอีกหลายโรคที่ให้ลักษณะคล้ายคลึงกัน กับกระตื้น

1. หูด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ที่เรียกว่า Human papilloma virus ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อจะเป็นตุ่มนูนแข็งผิวขรุขระ แต่สีมักเป็นสีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน

2. ไฝ

3. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจากแสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผิวขาวที่อาชีพการงานต้องออกแดด เป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสะสม

เห็นผิวหนังเป็นจุดหรือปื้นดำ ๆ มักพบบริเวณใบหน้า คอ แขนด้านนอก หลังมือ

4. มะเร็งผิวหนังบางชนิด บางครั้งแยกจากกระเนื้อยาก ข้อสังเกตคือ ถ้ารอยโรคนั้นโตเร็วมีแผลมีเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

กระและฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

กระมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็ก กว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและ ผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่าอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย

เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น  สำหรับฝ้าพบบ่อยในสุภาพสตรีวัยกลางคน มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง

ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เราสามารถแบ่งชนิด  ของฝ้าได้เป็นสามชนิด ชนิดแรกคือฝ้าที่เกิดในบริเวณหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม

บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสี  เมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนังจึงง่ายต่อการกำจัด ชนิดที่สองคือฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ผื่นฝ้าจะเป็น  สีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม

ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจนเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาค่อนข้างยาก ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา ชนิดสุดท้ายเป็นชนิดผสม มีเม็ดสี  เมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า

การแยกชนิดของฝ้านั้นจะมีประโยชน์  ต่อการรักษา ทำให้สามารถประเมินได้ว่าจะรักษาได้ผลดีมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามการตรวจ  ด้วยสายตาอาจมีข้อจำกัด

บางครั้งอาจต้องใช้กล้องแสงอัลตราไวโอเลต (UV Camera) ช่วยในการจำแนกชนิดของฝ้า   สาเหตุของการเกิดฝ้านั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันได้แก่ แสงแดด ฮอร์โมน ยา การแพ้เครื่องสำอาง ตลอดจนพันธุกรรม สำหรับแสงแดดมีส่วนประกอบ  ของรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด A (UVA) และชนิด B (UVB)

รังสีทั้งสองชนิดเป็นปัจจัยสำคัญ  ที่กระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น ในส่วนของฮอร์โมนเชื่อว่าฮอร์โมนเพศชนิดเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มีผลทำให้เกิดฝ้า โดยสังเกตพบว่าฝ้าจะเป็นมากขึ้นใน

สตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจะจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิด  หรือหลังคลอดบุตร นอกจากนั้นการรับประทานยาบางชนิดอาจมีส่วนทำให้ฝ้ามีสีคล้ำขึ้นเช่น ยากันชักชนิด diphenylhydantoin เป็นต้น

สำหรับการแพ้เครื่องสำอางอาจเป็นสาเหตุทำให้  เกิดฝ้าได้ โดยเฉพาะการแพ้น้ำหอมหรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางนั้นๆ     สำหรับการรักษากระและฝ้า นั้นจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่ประสบปัญหาเสียก่อนว่า

ส่วนใหญ่  ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง การรักษามุ่ง  เน้นหลักสำคัญสองประการคือหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระหรือฝ้าเป็นมากขึ้น

ร่วมกับการพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น

การหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น  ต้องใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การเลือกครีมกันแดดจะต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสม

กับปัญหาของตัวเรา ในกรณีที่มีปัญหากระหรือฝ้าควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF (Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 15 ถึง 30 หรือสูงกว่าขึ้นไป

อย่างไรก็ตามครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ บางชนิดอาจมีลักษณะข้นเหนียว ทำให้รู้สึกเหนอะหนะไม่น่าใช้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน

และถ้า  จำเป็นต้องตากแดด ควรทาครีมกันแดดวันละสองครั้งหรือมากกว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า  ครีมกันแดดบนผิวหน้ายังมีปริมาณที่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด มิได้จางหายไปกับเหงื่อที่

มักจะถูกซับด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าอยู่เสมอ ในกรณีที่มีสภาพผิวหน้าแบบผิวมันเป็นสิวง่าย ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นสูตร Non-comedogenic หรือ สูตร water-based และควร  อยู่ในรูปของเจลหรือโลชั่นจะเหมาะสมกว่าในรูปของครีม

loading...