ครีมแต้มสิว และ ยาทารักษาสิว

ครีมแต้มสิว

ยารักษาสิวที่วางขายทั่วไปมี อยู่ 4 ประเภท ดังนี้

1. ยาทารักษาสิวชนิดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

หลักการทำงานของยาทารักษาสิวชนิดนี้คือ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดสิว ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มปฏิชีวนะ คลินด้ามัยซิน (Clindamycin), อีริโธรมัยซิน (Erythromycin), เมโธนิดาโซล (Metronidazole)

2. ยาทารักษาสิวชนิดผลัดผิวเซลล์

หลักการทำงานคือลดการอุดตันของสิว ทำให้สิวมีขนาดเล็กลง และละลายไขมันอุดตัน ได้แก่ ยา ทารักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ, กลุ่ม AHA และ BHA, กลุ่มอะเซลาอิกแอซิค (Azelaic Acid) ซึ่งจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคด้วย และยาทารักษาสิวกลุ่มเบนซอยด์ (Benzoyl)

 3. ยาทารักษาสิวชนิดลดการอักเสบของสิว

ยากลุ่มนี้ใช้เพื่อลดการอักเสบบวมแดงของสิว ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งการใช้ควรใช้แค่พอรักษาหายแล้วหยุดทันที เพราะหากใช้นานเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงต่อผิวได้

 4. ยาทารักษาสิวกลุ่มอื่น

ได้แก่ กลุ่ม Resorcinol, Licorice Extract PU40, Vitamin B3, Zinc Sulfate, Zinc Oxide หรือสารจากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้หัวสิวแห้ง ลดรอยแดงของสิวและทำให้รอยสิวดูจางลง

ครีมแต้มสิว และ ยารักษาสิว ใช้อย่างไรให้ผิวสุขภาพดี

การใช้ “ครีมแต้มสิว” ติดต่อกันนานๆ สามารถใช้ได้ในบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มก็ไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้ เช่น กลุ่มยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค เพราะจะเกิดการดื้อยาของเชื้อโรคตามมา

และกลุ่มยาสเตียรอยด์ ที่อาจทำให้ผิวบางและเกิดเส้นเลือดฝอย ตลอดจนอาจก่อให้เกิดสิวสเตียรอยด์ขึ้นมาได้ หรือบางกลุ่มที่ใช้นานๆ อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้ง แสบ แดง

ได้แก่ กลุ่มยาผลัดผิวเซลล์ ดังนั้น การเลือกใช้ยาทารักษาสิวต้องรู้จักเลือกใช้อย่างถูกวิธี และมีการควบคุมสภาพผิวให้อยู่ในภาวะสมดุล คือมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายยา

เมื่อเป็นสิวจะมีตัวยาอะไรที่ช่วยได้บ้าง ถ้าจะว่าไปแล้วยาเหล่านี้ก็มีได้หลายรูปแบบ ทั้งเป็นครีม เป็นเจล เป็นน้ำ ดังนี้

1. เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide)

ใช้เพื่อกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว (เรียกว่า Propionibacteria Acnes หรือ P.Acne) และลดการผลิตน้ำมันของต่อมน้ำมันลง เป็นสารเคมีที่เป็นส่วนผสมของยารักษาสิวจำนวนมากที่มีขายอยู่ทั่วไป

(เช่นยี่ห้อ Clearasil และ ProActiv เป็นต้น) รวมถึงบางครั้งแพทย์ก็สั่งให้กับคนไข้ต่างหากด้วย มีการใช้กันมานานเป็นสิบปีแล้วและได้ผลค่อนข้างดีและราคาไม่แพง เจ้า P.Acne

ไม่สามารถอาศัยอยู่ในที่ๆ มีออกซิเจนมากๆ ได้ (จำได้ไหมคะว่า เราเคยเรียนสุขศึกษามาว่า ออกซิเจนสามารถฆ่าเชื้อโรคบางอย่างได้) เบนโซอิลเพอออกไซด์

จะเพิ่มปริมาณออกซิเจนจำนวนมากให้กับบริเวณที่เป็นสิว ทำให้แบคทีเรียตายไป นอกจากนั้นยังสามารถทำความสะอาดรูขุมขน นำเอาเซลล์ที่ตายแล้วออกมาได้ ทำให้อาการสิวดีขึ้นได้

 2. ยาปฏิชีวนะต่างๆ (Antibiotics)

กลุ่มยาเหล่านี้ จะหยุดการเติบโตของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในบริเวณรูขุมขนซึ่งเป็นตัวเร่งทำให้เกิดสิวอักเสบ หรือแม้กระทั่งฆ่าเชื้อเหล่านี้ นอกจากนั้น ยังช่วยลดการระคายเคือง

ที่เกิดจากสารเคมีที่ถูกผลิตขึ้นโดยเซลล์เม็ดเลือดขาว และยังลดความเข้มข้นของกรดไขมันในน้ำมันที่ต่อมน้ำมันขับออกมา เป็นการลดการอักเสบลงได้

ตัวอย่างของยาปฏิชีวนะที่ถูกนำมาช่วยใช้เป็นยารักษาสิวก็เช่น เตตราไซคลิน (Tetracycline – ส่วนมากจะใช้รับประทาน), อีริธโทรมัยซิน (Erythromycin – มีทั้งแบบรับประทานและใช้เฉพาะที่)

ไมโนไซคลิน (Minocycline – ส่วนมากจะใช้รับประทาน), คลินดามัยซิน (Clindamycin – มีทั้งแบบรับประทานและใช้เฉพาะที่) เป็นต้น

 3. เตรติโนอิน (Tretinoin)

เจ้าเตรติโนอินหรืออาจจะเรียกว่า เรติน-เอ, เอวีตา, หรือ เรโนวา (Retin-A, Avita, Renova) ก็ตามที ล้วนเป็นอนุพันธ์จากวิตามินเอทั้งสิ้น และได้รับการนำมาใช้เป็นยารักษาสิวที่เป็นหัวขาวหรือหัวดำ

ช่วยทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว ทำให้ตุ่มสิวหายอุดตันโดยทำให้เกิดการดันเอาสิ่งอุดตันออกมาจากรูขุมขน และจะลดการก่อตัวของหัวสิวใหม่ ซึ่งการใช้ยา ที่มีส่วนประกอบของเตรติโนอิน

อาจจะทำให้มีการระคายเคืองซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งการผลัดเซลล์ผิว บางคนเลยหยุดใช้ไปก่อนและคิดว่าไม่ได้ผล (ปกติในการใช้รักษาสิวจะกินเวลาประมาณ 6-9 สัปดาห์)

นอกจากนั้น เตรติโนอินยังเป็นยาใช้เฉพาะที่ชนิดเดียวที่มีข้อดีอีกประการหนึ่งคือสามารถลดรอยเหี่ยวย่นได้ด้วย ใช้เวลาเห็นผลราวๆ 6 เดือนขึ้นไป

 4. อแดพพาลีน (Adapalene)

เป็นเรตินอยด์ (Retinoid) ที่มีลักษณะเป็นวิตามินเอชนิดหนึ่ง และสามารถใช้เป็นยารักษาสิวได้ทั้งรูปแบบรับประทานและใช้เฉพาะที่ (ทา) เมื่อเป็นยี่ห้อการค้าก็อาจจะใช้ชื่ออื่นไปเช่น ดิฟเฟอริน (Differin)

ในบางประเทศการใช้ยานี้อาจจะต้องการใบสั่งยาจากแพทย์ (พึงระวังในสตรีมีครรภ์ด้วย) ในการใช้งานอาจจะมีอาการระคายเคืองเช่นเดียวกับวิตามินเอทั่วไป

 5. กรดอาซเลอิก (Azelaic acid)

เป็นกรดเคมี (สกัดจากพืชเช่นข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ เป็นต้น) ทำหน้าที่เป็นยาฆ่าเชื้อเหมือนกับข้อ 2. มีหน้าที่หยุดการเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ

การอักเสบก็จะลดลง เลยกลายเป็นว่ามันทำหน้าที่เป็นยารักษาสิวไปได้ อย่างไรก็ตามตัวยาที่ทำงานด้วยกรดอาซเลอิกนี้จะไม่ได้ผลกับสิวที่ไม่ได้เกิดจากแบคทีเรีย

นอกจากนั้นเนื่องจากความเป็นกรดของมันจะมีผลต่อการลอกเซลล์ผิวและผลัดเซลล์ใหม่ด้วย ดังนั้นในการใช้งานอาจจะเกิดการแสบ ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง

ซึ่งจะต้องระวังไม่ให้โดนแสงแดดรุนแรงด้วย ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาจะประมาณ 1-2 เดือนหลังจากเริ่มใช้ จนกระทั่งเริ่มเห็นว่าสิวหายสนิท

ปัจจุบันนี้มีตัวยาหลายชนิดที่สามารถเป็นยารักษาสิวได้ ทั้งชนิดกินและทา แต่หากยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอยู่ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นสิวได้อีกค่ะ

สรุปก็คือ ป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุไว้จะดีกว่า แต่เมื่อเป็นสิวแล้ว ก็ยังพอจะจัดการได้ด้วยเจ้าพวกยารักษาสิวต่างๆ

 

หลักการรักษาสิวด้วย ครีมแต้มสิว

การใช้ครีมแต้มสิว

ที่ผ่านมาการรักษาสิวได้มีการพัฒนา “ครีมแต้มสิว”  ใหม่ๆ มากมายจริงๆ เรามีหลักการเลือกใช้ยาตามลักษณะอาการที่คุณเป็นอยู่ ในวัยแรกรุ่นที่มีความมันของใบหน้า

ตามแรงผลักของฮอร์โมนเพศอย่างมากหรือคุณเองที่มีลักษณะผิวค่อนข้างมันแต่ทว่ายังมีอาการสิวน้อยมาก Minimal เราแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณท์ทำความสะอาดผิว Acne cleansers เพื่อลดความมันได้ตามปกติ

แต่หากผิวถูกสิวเริ่มรุกรานตั้งแต่ First-line treatment สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตั้งแต่น้อยจนถึงรุนแรงปานกลาง เราสามารถเลือกใช้ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ Topical retinoids เป็นการรักษาอย่างแรกเพื่อลดสิวอุดตันและสิวอักเสบ

ระหว่างให้ยาทาเรตินอยด์อยู่ เรามักใช้ยาร่วมกันได้แก่ยาทาประเภทฆ่าเชื้อได้แก่บีพี Topical benzoyl peroxide ควบคู่ไปกับยาทาอีริโทรไมซินหรือคลินดาไมซิน Topical antibiotics

บางครั้งถ้าอาการสิวอักเสบรุนแรงเรื้อรังหรือเป็นพื้นที่มากๆ คุณอาจได้รับยาปฏิชีวนะชนิดกินOral antibiotics ได้แก่ ด็อกซิไซคลีนหรือคลินดาไมซิน เพื่อทำให้สิวหายเร็วขึ้น

การใช้ยาทาบีพีร่วมกับยาทาปฏิชีวนะก้อได้ผลมีประสิทธิภาพเช่นกัน แต่เราไม่แนะนำให้ใช้ยาทาปฏิชีวนะอย่างเดียว เพราะจะได้ผลในการรักษาดีในช่วงแรก แต่เมื่อใช้ไปนานๆเชื้อสิวมักดื้อยา จึงควรคู่ไปกับยาทาขนานอื่น

สำหรับการใช้ยาทาสูตร salicylic acid ได้ผลปานกลาง ส่วนยาทา azelaic acid นั้นได้ผลในการทดลอง แต่เมื่อนำมาใช้จริงผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่ายังมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่ายาทารักษาสิวขนานอื่น

ส่วนยาทา sulfur resorcinol sodium sulfacetamide zinc และ aluminium chloride นั้น ยังมีข้อมูลผลการศึกษาถึงประสิทธิภาพในการรักษาสิวไม่ชัดเจน

สุดท้ายการทา ครีมแต้มสิว หลายชนิดร่วมกันนั้น ไม่ควรทาพร้อมกันครั้งเดียว นอกจากจะมีการระบุว่าถ้าทาพร้อมกันแล้วฤทธิ์เสริมกันทำให้อาการดีขึ้น

เป็นสิวดูแลตนเองอย่างไร

การดูแลตนเอง และการพบแพทย์เมื่อเป็นสิว ได้แก่

1. ห้ามแกะ หรือกดสิวด้วยตนเอง เพราะการกดที่ไม่ถูกวิธี และการแกะสิว มักก่อให้เกิดแผลเป็นโดยเฉพาะหลุมสิว

2. หลายการศึกษาพบว่า การเลี่ยงอาหารที่มีค่าไกลซีมิกอินเดกซ์ สูง (Glyce mic index คือ ตัวบ่งชี้ว่า อาหารชนิดใด เมื่อกินแล้ว ส่งผลให้มีน้ำตาลกลูโคลสในเลือดสูงทันที) เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมหวาน

รวมถึงนมวัว อาหารทะเล และอาหารไขมันทรานส์สูง (Trans fat หรือ Trans fatty acid คือไขมันที่มีส่วนผสมของไฮโดรเจน) เช่น เนยเทียม ครีมเทียมบางชนิด ฟาสต์ฟูต อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูปบางชนิด ให้ผลไม่ดีกับผู้ที่มีปัญหาสิว

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระบบฮอร์โมนทำงานไม่สมดุล และมีปริมาณสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบเพิ่ม ขึ้น

4. ฝึกผ่อนคลายความเครียด เช่น ด้วยการนั่งสมาธิ หรือ การฝึกการหายใจ (Breathing exercise)

5.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าที่ระบุว่า ไม่เป็นตัวก่อสิว “Non-comedo genic” คือไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน (Oil-based) เป็นส่วนประกอบหลัก

6. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งตามปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยจนเกินไป เพราะสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรกอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่สำหรับในคนที่หน้ามันมาก

อาจล้างเพิ่มระหว่างวันด้วยน้ำเปล่า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการเสียสมดุลของค่ากรดด่างของผิวหน้า (พีเอช หรือ pH) และเซลล์ชั้นปกป้องผิวแต่อย่างใด

เป็นสิวมากขนาดไหนจึงควรพบแพทย์

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าสิวมีการอักเสบ จะมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวถาวรได้ ดังนั้น หากมีสิวอักเสบขึ้นต่อเนื่อง หรือสิวความรุนแรงตั้งแต่เกรดสองเป็นต้นไป

ควรที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อขอรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัว หาสาเหตุ และรักษาด้วยยาตามที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นถาวรต่อไป

ป้องกันสิวได้อย่างไร

เมื่อดูจากปัจจัยเสี่ยง การป้องกันสิวเต็มร้อยเป็นไปได้ยาก แต่อาจลดโอกาสเกิดสิวให้น้อยลงได้ดังนี้การแก้ปัญหาสิว

  • ใช้เครื่องสำอางชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก (Water- based) และเป็นชนิดที่ไม่ก่อสิว (Non-comedogenic) หลีกเลี่ยงการใช้ชนิดมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลัก (Oil-based)
  • ไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะการล้างหน้าบ่อยๆก่อการระคายเคืองต่อเซลล์ผิวหน้า อาจเป็นปัจจัยให้เกิดสิวได้
  • ไม่ใช้เครื่องสำอางรองพื้นที่หนาเกินไป
  • ล้างเครื่องสำอางใบหน้าออกให้สะอาดก่อนนอนเสมอ เพราะเป็นสาเหตุก่อการอุดตันของซีบัม
  • ไม่แกะสิว หรือ สัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพราะเพิ่มโอกาสผิวติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ฝึกผ่อนคลายความเครียด ดังกล่าว
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ระบบฮอร์โมนของร่างกาย ทำงานได้อย่างมีสมดุล
  • เมื่อเคยพบแพทย์เรื่องสิว ควรปฏิบัติต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
loading...