วิธีรักษาฝ้า ให้หายขาด

การรักษาฝ้า

ฝ้า เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี ของผิวหนัง ที่ถูกกระตุ้น ด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ความร้อน ฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ หรือการกินยาคุมกำเนิด นอกจากนี้ การใช้เครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของสารให้กลิ่นหอม

หรือสีบางชนิด ยากันชักบางตัว และการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคตับ และขาดวิตามินบี 12 ใครที่มีฝ้าชนิดลึก อยู่ในชั้นหนังแท้ จะกินเวลารักษานานกว่า จะเห็นผล บางราย รักษาฝ้าไม่หาย เพราะหลีกเลี่ยง การถูกแดดจัดไม่ได้
   
ป้องกันฝ้าอย่างไร
ถึงแม้ว่าฝ้ารักษาไม่หายขาด แต่การหลีกเลี่ยงแสง แดดที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดฝ้าใหม่ได้ ซึ่งนอกจากป้องกันฝ้าแล้ว ยังลดผลเสีย หน้าที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น และลดการเกิดมะเร็งผิวหนัง

ยารักษาฝ้า
ฝ้าบนใบหน้าจะค่อยๆ ลดลง แต่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน การทาครีมรักษาฝ้าให้ทาเฉพาะตรงที่เป็นฝ้าเท่านั้น ไม่ต้องทาทั่วหน้า ยาที่ใช้รักษาฝ้ามีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกัน ยาบางตัวทำให้หน้าแดงจริง แต่อาจมีผลข้างเคียงด้านอื่นตามมา สำหรับยาที่ใช้กันทั่วไป มีดังนี้

1. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)

เป็นยารักษาฝ้า ที่ใช้บ่อยที่สุด เป็นสารไฮดรอกซีฟีนอล ที่ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งทำให้การผลิต เม็ดสีน้อยลง และส่วนของไฮโดรควิโนน ที่ถูกย่อยสลายก็ยังยับยั้งการทำงาน ของเซลล์สร้างเม็ดสีได้ โดยทั่วไปไฮโดรควิโนน มีอยู่ทั้งในรูปครีม และในรูปสารละลาย ในแอลกอฮอล์

ในสหรัฐอเมริกา จัดว่าไฮโดรควิโนน มีความเข้มข้นร้อยละ 2 หรือน้อยกว่า สามารถวางขาย ได้โดยไม่ต้อง ใช้ใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ถ้ามีความเข้มข้น เกินร้อยละ 2 ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์

สำหรับในประเทศไทย ขณะนี้ถือว่าไฮโดรควิโนน ทุกระดับความเข้มข้น จัดเป็นยา การใช้ไฮโดรควิโนน ขนาดสูง ต่อเนื่องกันนานๆ อาจทำให้ผิวหนัง ระคายเคือง ฝ้าคล้ำขึ้น จากปฏิกิริยาแพ้ แสงแดด หรือเกิดฝ้าถาวรได้

2. เทรทิโนอิน (Tretinoin)

เป็นกรดวิตามินเอ ได้ผลพอสมควร แต่ได้ผลน้อยกว่า ไฮโดรควิโนน และกินเวลานานกว่า 6 เดือน จึงจะเห็นผล มีการผสมสูตรยาฝ้า ที่มีส่วนผสม ของทั้งกรดวิตามินเอ สตีรอยด์และ ไฮโดรควิโนน พบว่าได้ผลเร็วขึ้น

3. กรดอซีเลอิก (Azelaic acid)

อยู่ในรูปของครีมความเข้มข้นร้อยละ 20 ออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับไฮโดรควิโนน 4% อาจทำให้ผิวระคายเคือง แต่จะเกิดผิวแพ้แสง

4. สตีรอยด์อย่างเดียว

สามารถทำให้ ฝ้าจางได้ แต่ถ้าใช้นานๆ  ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผิวบาง หลอดเลือดฝอยขยาย เป็นสิว และขนใบหน้าดกขึ้น.

5. ยารักษาฝ้าสูตรแบบใหม่

เช่น กรดโคจิก (Kojic acid ) วิตามินซี สารสกัดชะเอมเทศ เป็นต้น

วิธีรักษาฝ้า เสริม

วิธีรักษาฝ้า เสริม

“การรักษาฝ้า” ไม่เฉพาะแต่ การใช้ยาเท่านั้น มีวิธีอื่นเสริมอีก เช่น

  • การลอกหน้าด้วยสารเคมี

สารเคมี เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก กรดไกลคอลิก อาจช่วยลอกผิวหนัง ส่วนบนทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อน เช่น อาจเกิดรอยดำ การติดเชื้อ และแผลเป็น การลอก

หน้าทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดลอกออกไปเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่กินยาคุมกำเนิดไม่ควรลอกหน้าเพราะยาคุมทำให้เป็นฝ้าอยู่แล้วจะ ยิ่งทำให้รอยคล้ำหลังลอกเข้มมากกว่าปกติ

ผู้ที่เคยเป็นเริมที่ใบหน้า แพทย์อาจให้กินยาต้านไวรัสเริม 2 วันก่อนลอกต่อจนถึง 5 วันหลังลอก เพื่อลดการกำเริบของเริม หลังลอกหน้าต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ทายากันแดด

ถ้าผิวลอกเป็นขุยมากอาจทาครีมให้ความชุ่มชื้น ถ้ามีการติดเชื้อหรือการกำเริบของเริมต้องรีบกลับมาพบแพทย์

  • การกรอผิวด้วยผงขัด (microdermabrasion)

วิธีนี้จะเร่งการขจัดเซลล์ ชั้นหนังกำพร้า ให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้า และกระที่อยู่ในชั้นตื้นๆ สำหรับข้อดี ของการกรอผิวด้วยผงขัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบ กับการขัดหน้าชนิดลึก (dermabrasion) ที่เคยนิยมในยุคก่อน

คือ การกรอผิวด้วยผงขัด ไม่ต้องอาศัยการดมยา เทคนิคนี้ไม่เจ็บ ทำซ้ำได้บ่อยทำง่าย และรวดเร็ว ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที  อย่างไรก็ตาม การกรอผิวด้วยผงขัด มีข้อด้อย คือ

ต้องทำซ้ำหลายครั้ง และผลการรักษามีประสิทธิภาพน้อย ข้อแทรกซ้อน ของการกรอผิวด้วยผงขัดคือ อาการตาแดง กลัวแสง และน้ำตาไหล การกรอผิวด้วยผงขัด เพียงอย่างเดียวไม่ค่อยได้ผลในการรักษาฝ้า เพราะเทคนิคนี้ แค่ช่วยทำให้เม็ดสีในเซลล์ ผิวหนังหลุดลอก

  • การใช้ความเย็นจัด (Cryotherapy)การรักษาฝ้าด้วยแสง

การใช้ความเย็นจัด เป็นเทคนิค ที่ใช้รักษาโรคผิวหนังหลายอย่าง พบว่าเซลล์ผิวหนัง แต่ละชนิดถูกทำลาย ที่อุณหภูมิแตกต่างกัน คือ เซลล์ผิวหนัง (keratinocytes) ถูกทำลายที่อุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส ส่วนเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ไวต่อความเย็นมาก

ถูกทำลายที่อุณหภูมิเพียง -5 องศาเซลเซียส จึงมักพบผิวเป็นรอยขาว เมื่อใช้ความเย็นจัดในคนผิวสีเข้ม ใช้เทคนิคความเย็นจัด รักษาฝ้าแต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อนที่มีได้ตั้งแต่

  1. ข้อแทรกซ้อนเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เจ็บแผล และเกิดตุ่มน้ำบริเวณที่ทำ
  2. ข้อแทรกซ้อนที่เกิดตามมา คือ มีเลือดออก ติดเชื้อ
  3. ข้อแทรกซ้อนที่เป็นอยู่ได้นาน คือ ผิวเป็นรอยดำ และมีการเปลี่ยนแปลงของการรับความรู้สึก
  4. ส่วนข้อแทรกซ้อนถาวร ได้แก่ ผมร่วง ผิวฝ่อ แผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็น ผิวเป็นรอยขาว และเกิดเปลือกตาปลิ้น
  • การใช้เทคนิคประจุไฟฟ้า(iontophoresis)

เมื่อ พ.ศ. 2536 มีงานวิจัยของคณะแพทย์ญี่ปุ่น ระบุว่าใช้เทคนิคไอออนโต ของวิตามินซีมารักษา ฝ้าและรอยดำ จากการเกิดผื่นแพ้ สัมผัสทำให้รอยดำ เหล่านี้จางลงได้บ้าง และช่วย ให้ผิวหนังสดใสขึ้น

มีงานวิจัยของแพทย์เกาหลี ที่ยืนยันว่าการทำไอออนโต ด้วยวิตามินซีช่วยรักษา ฝ้าได้จริง วิธีไอออนโต จัดเป็นเพียงเทคนิคเสริม ในการรักษาฝ้า และในปัจจุบันยังไม่มีวิธี ใดๆ ที่จะรักษาฝ้าให้หายขาดได้

ผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้น การเต้นของหัวใจ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ตัวที่จะนำมาทำไอออนโต ผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง หรือผิวหนังติดเชื้อ บริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีประวัติโรคลมชัก ห้ามรับการทำไอออนโต

  • การใช้เทคนิคฉายแสง (Phototherapy)

ยัง ไม่นิยมใช้เทคนิคฉายแสง ในการรักษาฝ้า เพราะมีราคาสูง ผลการรักษายังไม่แน่นอน กลับเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษา และอาจเกิดข้อแทรกซ้อน ที่ใช้กันเช่น เลเซอร์และแสงความเข้มสูง (IPL) เทคนิคนี้มีข้อแทรกซ้อน คือ อาการเจ็บปวด ผิวแดง บวม และรอยดำหลังการอักเสบ

สารพัดเทคนิคเสริม เพื่อรักษาฝ้า ที่กล่าวไปแล้วส่วนใหญ่ เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาด สามารถกลับมาเป็นซ้ำ และอาจมีผลแทรกซ้อนได้ จึงควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม และต้องเข้าใจว่า ยังไม่มีวิธีใด ที่รักษาฝ้าให้หายขาด และไม่กลับเป็นซ้ำตลอดชีวิตได้

วิธีเหล่านี้ อาจทำให้ฝ้าจางลงเร็ว แต่ก็มีผลแทรกซ้อน ได้เช่นกัน เช่น ทำให้ผิว ชั้นหนังกำพร้าตาย มีรอยด่างดำหลังทำ และเกิดแผลเป็นนูนโต  การรักษาฝ้า ที่จะได้ผลดี ต้องพยายามหาสาเหตุ และแก้ไขต้นเหตุ เช่น การกินยาคุมกำเนิด หรือถูกแสงแดดจัด

จึงต้องใช้ครีมกันแดด ร่วมไปด้วย นั่นคือ เลือกใช้ยากันแดดที่กันทั้งรังสียูวีเอ และยูวีบี  มีค่าการป้องกันแสงแดด (SPF) 15 ขึ้นไป และควรเป็นชนิดที่ ป้องกันได้ทั้งยูวีเอ

และยูวีบี สำหรับคนที่ เป็นฝ้าไปแล้ว มี วิธีรักษาฝ้า แบบธรรมชาติ มาแนะนำกัน  แต่ควรทำอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ จึงจะช่วยให้ฝ้าจางลงได้

สูตรที่ 1 : ใช้หัวผักกาดหั่นเป็นแว่นบางๆ ทาถูบริเวณที่เป็นฝ้าให้ทั่วประมาณ 5 นาที แล้วล้างออก ทำวันละสองครั้ง เช้า-เย็น ฝ้าจะจางไปภายใน 10 วัน

สูตรที่ 2 : ใช้ไข่ขาวดิบ โดยเฉพาะตรงบริเวณ รอบไข่แดงยิ่งดี นำมาทาหน้า วันละครั้ง ครั้งละ 5 นาที แล้วจึงล้างออก ไข่ขาวเมื่อแห้ง จะดูดเอาสิ่งสกปรก ที่ติดอยู่ตามหน้าออกได้ดี

สูตรที่ 3 : ฝานแตงกวาเป็นแว่นบาง ๆ แปะบนใบหน้าทิ้งไว้ักครู่จึงแกะออก ทำก่อนนอนจะช่วยให้รู้สึกสบายผิวหน้ามาก

สูตรที่ 4 : วุ้นของว่านหางจระเข้ 300 กรัม

สูตรรักษาฝ้า

วิธีทำ

  •  นำมาจากต้นที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ให้ตัดใบของว่านหางจระเข้ออกมา 1 ใบ
  • โดยเลือกเอาใบ ที่อยู่ด้านล่างสุด เพราะจะมีขนาดใหญ่ และมีปริมาณวุ่นอยู่มาก
  • จากนั้น นำมาล้างให้สะอาด
  • แล้วใช้มีดเฉือน บริเวณที่โคนใบของว่าน โดยกะให้ใช้พอใน 1 ครั้ง
  • ใช้พลาสติก หรือกระดาษทิชชู แปะตรงรอยที่เฉือนออกมา
  • จากนั้น จึงลอกผิวใบที่หุ้มวุ้น ไปใส่ในเครื่องปั่น ปั่นให้เหลวจนเป็นเจล หรือคุณอาจใช้มือ ขยำเอาก็ได้เหมือนกัน
  • นำวุ้นที่ปั่นได้มาใส่ถ้วย
  • ต่อจากนั้นคุณ ก็ทำการล้างหน้าด้วยสบู่ ล้างหน้ากับน้ำอุ่น หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าของคุณ
  • แล้วเช็ดหน้าให้แห้ง
  • คลุมผมให้มิดชิด แล้วน้ำที่ได้มา พอกให้ทั่วใบ หน้ายกเว้น บริเวณรอบปาก และดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที
  • เมื่อครบกำหนดเวลา ให้คุณล้างออกด้วยสบู่ กับน้ำวุ้น
  • ควรทำเช่นนี้ ติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันต่อ 1 ครั้ง

หมายเหตุ

ในบางราย อาจมีอาการแพ้วุ้น ของว่านหางจระเข้คุณจึงควรทำการทดสอบดูก่อน โดยนำเอาวุ้น มาทาบริเวณท้องแขน ทิ้งไว้ประมาณ 1 ช.ม. ถ้าไม่มีอาการใดๆ แสดงว่าคุณใช้สูตรนี้ได้อย่างปลอดภัย

loading...